เริ่มต้นจากกิจการ “เสือป่า”
               ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งครองราชย์ในช่วง พ.ศ. 2453-2468 ได้เริ่มเกิดความขัดแย้งทางความคิดในด้านระบอบการปกครอง ระหว่างคนรุ่นใหม่ที่นิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตย กับคนรุ่นเก่าที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้ประเทศซึ่งในขณะนั้นยังคงไม่เป็นปึกแผ่น เกิดความล่อแหลมต่อการรุกรานของต่างชาติ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคในฐานะชาติมหาอำนาจล่าเมืองขึ้น หากแต่ด้วยพระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรที่ยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงกำหนดอุดมการณ์ของพระราชอาณาจักรสยามในสมัยนั้นขึ้น โดยกำหนดให้มี 3 สถาบันหลัก คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นตัวนโยบายของรัฐบาลและเครื่องมือที่สำคัญยิ่งที่พระองค์ทรงใช้ในการปลูกฝังความสำนึกของประชาชนต่อ 3 สถาบันนี้ก็คือ “กิจการเสือป่าและลูกเสือ” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองพลสมัครขึ้นกองพลหนึ่ง ให้ชื่อว่า “กองเสือป่า” เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 
               ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้มีการแบ่งการจัดหน่วยขึ้นใหม่เป็น 2 พวก ได้แก่ กองเสือป่าหลวง (หรือกองเสือป่ารักษาพระองค์) และกองเสือป่ารักษาดินแดน โดยกองเสือป่าหลวง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “กองเสนาหลวงรักษาพระองค์” ส่วนกองเสือป่ารักษาดินแดน แบ่งออกเป็น 4 ภาค ทำหน้าที่รักษาดินแดนในแต่ละกลุ่มจังหวัด จึงเป็นต้นแบบของตำรวจตระเวนชายแดนในเวลาต่อมา และภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 กิจการเสือป่าจึงได้ยุติลง

ลูกเสือ” กุศโลบายแห่งการฝึกเยาวชน
                เมื่อครั้งที่กิจการเสือป่าได้ตั้งขึ้นเป็นรูปร่างแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริว่า ควรจะได้อบรมบุตรของเสือป่าเสียด้วย โดยเป็นการอบรมเด็กแต่ยังเยาว์วัยให้เป็นคนดีของชาติ เปรียบด้วยไม้อ่อนย่อมดัดง่าย ด้วยเหตุนี้จึงมีพระบรมราชโองการสั่ง ณ วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 คือหลังจากตั้งกองเสือป่าได้ 2 เดือน นับเป็นประเทศที่ 3 ของโลก รองจากอเมริกา
                กองลูกเสือกองแรกได้เข้าทำพิธีประจำกองที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2454 ใช้ชื่อว่า “กองลูกเสือกรุงเทพฯ ที่ 1” โดยพระองค์พระราชทานคำขวัญไว้ให้เช่นเดียวกับเสือป่าว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ยุวชนทหาร” อนุชนใจกล้า ร่วมต่อสู้ปกป้องแผ่นดิน
            หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กิจการลูกเสือได้ถูกปรับปรุงใหม่ ด้วยว่าในคราหนึ่ง ลูกเสือได้ช่วยบำเพ็ญประโยชน์แก่ข้าราชการในการปราบจราจล เป็นที่พอใจในผู้บังคับการกองผสมในขณะนั้น ซึ่งก็คือ พันโท แปลก พิบูลสงคราม ดังนั้นในเวลาต่อมาเมื่อได้เป็นพันเอก หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงมีแนวความคิดที่จะสร้างอนุชนรุ่นใหม่ให้เป็นพลเมืองที่มีจิตตานุภาพในการสู้รบ นั่นคือ มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญพร้อมที่จะสู้รบอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด กอปรกับมีความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างจริงจัง นอกจากนี้การเตรียมพลเพื่อขยายกำลังรบในยามสงคราม จำเป็นต้องมีการฝึกสอนและผลิตนายทหาร นายสิบเข้าตามอัตราศึก เพราะเมื่อถึงเวลาระดมพลจะได้มีคนเพียงพอที่จะเป็นผู้บังคับหมวดและผู้บังคับหมู่ ดังนั้น จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยยุวชนทหารขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2478
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2486 ได้มีการประสานโครงการยุวชนทหารกับลูกเสือเข้าด้วยกัน โดยการออกพระราชบัญญัติยุวชนทหารแห่งชาติ พ.ศ. 2486 กำหนดให้มีองค์การยุวชนแห่งชาติขึ้น เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โดยกำหนดให้มีฐานะเป็นทบวงการเมืองอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ในตำแหน่ง “ผู้บัญชาการยุวชนแห่งชาติ” และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองผู้บัญชาการฝ่ายยุวชนทหาร และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้บัญชาการฝ่ายลูกเสือ
                เกียรติประวัติที่สำคัญยิ่งของยุวชนทหารที่เราจดจำได้ดี ก็คือในปี พ.ศ. 2484 ในระหว่างที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังรุนแรงในทวีปยุโรปและแอฟริกา ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรและเริ่มปฏิบัติการทหารหลายๆประเทศในทวีปเอเชียในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ภายหลังประกาศสงครามเพียงวันเดียวกองทัพญี่ปุ่นก็ได้ยกพลขึ้นบกหลายแห่งในประเทศไทย โดยที่ จว.ชุมพร ยุวชนทหารหน่วยที่ 52 ชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน ภายใต้การนำของ ร.อ.ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหน่วยฝึกยุวชนทหารที่ 52 และ ส.อ.สำราญ ควรพันธ์ ครูฝึก พร้อมด้วยตำรวจภูธรและราษฎรอาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมกันต่อต้านการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่นที่บริเวณสะพานท่านางสังข์ ต.ท่ายาง จว.ชุมพร การสู้รบได้ดำเนินไปอย่างรุนแรงตั้งแต่เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จนถึง 12 นาฬิกาเศษ จึงได้รับคำสั่งให้ระงับการสู้รบ ผลการสู้รบทำให้ ร.อ.ถวิลฯ เสียชีวิตพร้อมด้วยยุวชนทหารและตำรวจรวมทั้งสิ้น 5 นาย ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 11 นาย บาดเจ็บ 7 นาย ต่อมาทาง จว.ชุมพร จึงได้สร้าง อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร ณ บริเวณสะพานท่านางสังข์ ต.ท่ายาง จว.ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบ

นักศึกษาวิชาทหาร” เตรียมการด้านกำลังพล
                ภายหลังจากที่กิจการยุวชนทหารได้ยุบเลิกลงในปี พ.ศ. 2491 พลโท หลวงชาตินักรบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีแนวคิดที่จะให้มีการฝึกทหารให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการเตรียมการด้านกำลังพลสำหรับสงครามในอนาคต โดยเริ่มต้นฝึกผู้ที่จะมาเป็นผู้บัญชาการก่อน หลังจากนั้นก็จะทำการแยกย้ายฝึกพลเมืองต่อไป ด้วยเหตุดังกล่าวกระทรวงกลาโหมจึงได้ตั้งกรมการรักษาดินแดนขึ้น เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491 โดยอาศัยความตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร มาตรา 6 (ซึ่งเป็นวันถัดจากวันประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร พ.ศ.2491 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 65 ตอนที่ 7 หน้า 68 ลง 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2491) มีฐานะเป็นหน่วยขึ้นตรงของกระทรวงกลาโหม นั่นก็คือ นักศึกษาวิชาทหาร ได้กำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ด้วย โดยมีที่ตั้งครั้งแรกอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และได้ย้ายมายังพื้นที่สวนเจ้าเชตุ บริเวณตรงข้ามวัดพระเชตุพนฯ เลขที่ 2 ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2498 และได้ดำเนินกิจการเรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน

ควบรวม 2 หน่วยเป็น “นสร.”
                เมื่อปี พ.ศ. 2540 ผู้บัญชาการทหารบกได้กรุณาอนุมัติหลักการให้จัดตั้งหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง (นสร.) ขึ้น โดยการรวมหน่วยระหว่างกรมการรักษาดินแดนและกรมการกำลังสำรองทหารบก เข้าด้วยกันเป็นหน่วยงานเดียว โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้มีหน่วยงานของกองทัพบกเพียงหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบการปฏิบัติต่อระบบกำลังสำรองทั้ง 5 ระบบย่อย รวมทั้งกิจการสัสดี และอาสารักษาดินแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเดิมกรมการรักษาดินแดนจะเป็นหน่วยปฏิบัติในระบบการผลิตกำลังสำรองและกรมการกำลังสำรองทหารบก เป็นหน่วยปฏิบัติใน 4 ระบบย่อยที่เหลือ ได้แก่ ระบบการบรรจุและการใช้กำลังสำรอง, ระบบการฝึกศึกษากำลังพลสำรอง, ระบบการควบคุมกำลังพลสำรอง และระบบการเรียกพล หรือระดมพล
                กองทัพบก ได้รายงานขออนุมัติหลักการจัดตั้งหน่วยบัญชาการกำลังสำรองพร้อมกับขอแก้ไขพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พุทธศักราช 2513 จนกระทั่งมีประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการฯ พุทธศักราช 2544 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 118 ตอนที่ 28 ก ลงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนา นสร.

 ก้าวสู่ศักราชใหม่ในนาม “นรด.”
               ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม พุทธศักราช 2552 กองทัพบกได้ออกคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 29/52 ลงวันที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2554 ให้เปลี่ยนนามหน่วย จากเดิม หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง เป็น หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552
                ดังนั้น หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จึงได้ยึดถือวันกำเนิด กรมการรักษาดินแดน 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนา นรด. อีกครั้งหนึ่ง